Juvelook คืออะไร? ไหมน้ำเกาหลี อยู่ได้นาน 12-16 เดือน

Juvelook คืออะไร

Quick Answer: Juvelook คือสารกระตุ้นคอลลาเจนประเภท Hybrid Biostimulator จากเกาหลี ผสาน PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) และ Non-crosslinked HA ในสัดส่วน 85:15 มีชื่อเล่นที่คนไทยเรียกกันว่า “ไหมน้ำ” ได้รับการรับรองจาก อย. ไทย ช่วยฟื้นฟูผิว กระชับรูขุมขน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูหลุมสิว โดยคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน 12-16 เดือน โดยแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ชื่อ “Juvelook” หรือ “จูวีลุค” เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในวงการความงาม หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อเล่นว่า “ไหมน้ำ” มาก่อน แต่ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไรกันแน่ และต่างจากร้อยไหมจริง หรือ สารฟื้นฟูผิวตัวอื่นอย่างไร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ Juvelook ที่ La Grace Clinic นำมาให้บริการ

Juvelook คืออะไร

Juvelook คือสารกระตุ้นคอลลาเจนประเภท Hybrid Biostimulator ที่ผสมผสานสารสำคัญ 2 ตัวในสัดส่วน PDLLA 85% และ HA 15% เพื่อดูแลผิวจากสองมิติพร้อมกันในการฉีดครั้งเดียว

PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) เป็นพอลิเมอร์ ที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในมนุษย์ ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โครงสร้างอนุภาคเป็นทรงกลมพรุน ที่ถูกออกแบบให้ค่อยๆ สลายตัวจากภายใน ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้าง มีสภาพความเป็นกรด-ด่าง ใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ ลดโอกาสการอักเสบ เมื่อเทียบกับพอลิเมอร์บางชนิด ที่มีโครงสร้างขอบคม

Non-crosslinked HA (Sodium Hyaluronate) เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นตัวพา (gel carrier) ที่ช่วยให้เห็นผลเบื้องต้นได้เร็วหลังฉีด ก่อนที่ PDLLA จะเริ่มทำงานกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว

จุดที่ทำให้ Juvelook ถูกเรียกว่า “ไหมน้ำ” เพราะเมื่อสารทั้งสองตัวทำงานร่วมกัน จะช่วยให้ผิวรู้สึกกระชับขึ้น ในลักษณะที่คล้ายกับผลลัพธ์ของการร้อยไหม แต่ไม่ใช่การฝังวัสดุแข็งเหมือนไหมจริง เป็นสารในรูปแบบของเหลวที่ค่อยๆ กระตุ้นการฟื้นฟูผิวของร่างกายเอง โดยไม่ต้องนวดหลังฉีด

Juvelook ผ่านการรับรองอะไรบ้าง

Juvelook ได้รับการรับรอง CE Mark, KFDA (เกาหลีใต้) และขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย

กลไกการทำงาน 3 ระยะ

ระยะที่ 1 (ทันทีหลังฉีด): HA ช่วยเติมเต็มริ้วรอย และทำให้อนุภาค PDLLA กระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่เคลื่อนจากบริเวณที่ฉีด

ระยะที่ 2 (2-4 สัปดาห์): HA เริ่มสลายตัว ขณะที่ PDLLA เริ่มทำหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว

ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป): PDLLA ค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติของร่างกาย ขณะที่คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่ จะปรากฏผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

จุดเด่นของ Juvelook

Juvelook ฉีดตรงไหนได้บ้าง
  • ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู จาก HA ที่ช่วยดึง และ กักเก็บความชุ่มชื้นในผิว
  • กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้แน่นฟู จาก PDLLA ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ อย่างต่อเนื่อง
  • ผิวสว่างกระจ่างใส จากการฟื้นฟูผิวโดยรวม ของทั้งสองกลไก
  • ลดรอยแผลเป็น และ ฟื้นฟูหลุมสิว ช่วยให้พื้นผิวดูเรียบเนียนขึ้น
  • กระชับรูขุมขน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน และ รูขุมขนกว้าง
  • ไม่ต้องนวดหลังฉีด ต่างจากสารกระตุ้นคอลลาเจนบางชนิด ที่ต้องนวดต่อเนื่องหลังทำ

ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลหลังทำ

Juvelook เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว รอยแผลเป็นจากสิว
  • ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง ผิวมัน ผิวขาดความยืดหยุ่น
  • ผู้ที่มีผิวขาดน้ำ หมองคล้ำ ต้องการผิวอิ่มฟูกระจ่างใส
  • ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นบริเวณรอบดวงตา หรือ ลำคอ
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ให้แน่นฟูขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องนวดดูแลต่อเนื่องหลังทำ

Juvelook ต่างจาก Biostimulator และ Skin Booster ทั่วไปอย่างไร

เพราะ Juvelook เป็น Hybrid ที่รวมกลไกของสองกลุ่มไว้ด้วยกัน จึงต่างจาก Biostimulator ทั่วไปอย่าง Sculptra ที่ใช้ PLLA เป็นสารหลักเพียงอย่างเดียว โดย PDLLA ในโครงสร้าง Juvelook มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ใกล้เคียงร่างกายมากกว่า และหากเกิดตุ่มนูนหลังทำ แพทย์สามารถใช้ความร้อน ช่วยสลายได้ ต่างจาก PLLA ที่หากเกิดปัญหา มักต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด และ Juvelook ก็ต่างจาก Skin Booster ทั่วไป ที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว เพราะให้ทั้งความชุ่มชื้น และ การ กระตุ้นคอลลาเจน ในการฉีดครั้งเดียว แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสภาพผิวแบบไหน เหมาะกับการทำ Juvelook

👉 อ่านรายละเอียด Biostimulator เพิ่มเติมได้ที่บทความ Biostimulator คืออะไร

👉 อ่านภาพรวมสกินบูสเตอร์ชนิดอื่น ได้ที่บทความ Skin Booster มีกี่ชนิด

การเตรียมตัวก่อนฉีด Juvelook

ก่อนฉีด Juvelook แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประวัติการแพ้ยา และประเมินสภาพผิวเบื้องต้น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือ มีโรคประจำตัวบางชนิด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวรุนแรงในช่วง 2-3 วันก่อนทำ และควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และ ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ตามคำแนะนำของแพทย์

ขั้นตอนการฉีด Juvelook

แพทย์จะผสม Juvelook กับน้ำกลั่น หรือ น้ำเกลือก่อนฉีด โดยทั่วไปเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง หรือใช้เครื่อง Vortex ผสมประมาณ 10-30 นาทีก่อนใช้ จากนั้นแพทย์ จะทำความสะอาดผิวหน้า และ อาจทายาชาเฉพาะที่ เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างฉีด แล้วฉีด Juvelook เข้าสู่ชั้นผิวหนังด้วยเทคนิค ที่เหมาะสมกับปัญหาผิวแต่ละจุด มาตรฐานการรักษาคือ ฉีด 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 6-8 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังฉีดเสร็จ อาจมีรอยแดง หรือ บวมเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปได้เอง ภายในเวลาไม่นาน สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่อ ได้ตามปกติ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

การฉีด Juvelook เป็นการฉีดสาร เข้าสู่ชั้นผิวหนัง ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ่อย คือรอยแดง บวม หรือ ช้ำเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ซึ่งมักดีขึ้นภายใน 1-2 วัน บางรายอาจรู้สึกเป็นตุ่มเล็กๆ ใต้ผิว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก เทคนิคการฉีด หรือ การผสมสารที่ไม่เหมาะสม แพทย์สามารถดูแลได้หลายวิธี เช่น การใช้ความร้อน หรือ เครื่องมือทางการแพทย์ช่วยสลาย และ นวดกระจายอนุภาค หากตุ่มยังคงอยู่นานเกิน 3 เดือน แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม ตามความเหมาะสม หากมีอาการผิดปกติอื่น เช่น บวมมากผิดปกติ ปวดรุนแรง หรือมีสัญญาณการแพ้ ควรรีบแจ้งแพทย์ ผู้ทำหัตถการทันที

การดูแลหลังฉีดให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และปกป้องผิว ด้วยครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมที่มีอุณหภูมิสูง ในช่วงแรกหลังทำ
  • รักษาความสะอาดผิวบริเวณที่ฉีด ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และ ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงที่อ่อนโยน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และกลับไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินผลลัพธ์ และ วางแผนการทำครั้งต่อไป

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

Juvelook คงผลลัพธ์ได้ยาวนาน 12-16 เดือน เมื่อทำครบตามมาตรฐาน 3 ครั้ง ห่างกัน 6-8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจริงในแต่ละบุคคล อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิว วิถีชีวิต และ การดูแลผิวหลังทำ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความถี่ ที่เหมาะสมในการทำซ้ำ เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

  • เลือกคลินิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ ผ่านการรับรองจาก อย. และ มีแหล่งที่มาชัดเจน
  • ควรทำโดยแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น ไม่ควรฉีดเอง หรือ ให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ทำให้
  • แจ้งประวัติแพ้ยา ผิวแพ้ง่าย หรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ ก่อนทำทุกครั้ง
  • หลังทำควรดูแลผิวอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ราคา Juvelook

ราคาของ Juvelook ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด และ จำนวนครั้งที่แนะนำ ตามสภาพผิวของแต่ละคน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิว และ รับคำแนะนำราคาที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจทำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Juvelook คืออะไร ต่างจาก Rejuran อย่างไร

A: Rejuran เน้นสาร PDRN เพื่อฟื้นฟูผิว ส่วน Juvelook เป็น Hybrid ที่ผสาน PDLLA และ HA เพื่อทั้งกระตุ้นคอลลาเจน และ เพิ่มความชุ่มชื้นในการฉีดครั้งเดียว แพทย์จะช่วยแนะนำตัวที่เหมาะกับสภาพผิวแต่ละคน

Q: ทำไมถึงเรียก Juvelook ว่า ไหมน้ำ

A: เพราะ Juvelook ให้ผลกระชับผิวในลักษณะที่คล้ายกับการร้อยไหม แต่อยู่ในรูปแบบของเหลวที่ฉีดเข้าสู่ผิว ไม่ใช่การฝังวัสดุแข็งเหมือนไหมจริง

Q: ทำ Juvelook เจ็บไหม

A: ระหว่างฉีด อาจรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย ทางคลินิกมีการทายาชาก่อนทำ เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างขั้นตอน

Q: ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล

A: มาตรฐานทั่วไปคือฉีด 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 6-8 สัปดาห์ต่อครั้ง แพทย์จะประเมิน และ ปรับตามสภาพผิว และ เป้าหมายของแต่ละคน

Q: เกิดตุ่มนูนหลังฉีด อันตรายไหม

A: หากเกิดตุ่มนูน ส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิคการฉีด หรือ การผสมสาร แพทย์สามารถดูแลได้ ด้วยการใช้ความร้อน หรือ เครื่องมือทางการแพทย์ ช่วยสลายอนุภาค ควรกลับไปพบแพทย์ที่ทำหัตถการให้ หากพบความผิดปกติ

Q: Juvelook ที่ La Grace Clinic ใช้ผลิตภัณฑ์แท้หรือไม่

A: ทางคลินิกเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. และมีแหล่งที่มาชัดเจน ฉีดโดยแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น

สรุป Juvelook คืออะไร

Juvelook คือสารกระตุ้นคอลลาเจนประเภท Hybrid Biostimulator จากเกาหลี ที่ผสาน PDLLA และ HA ในสัดส่วน 85:15 ได้รับการรับรองจาก อย. ไทย และ เคยได้รับรางวัล Skinbooster of the Year จาก Korea Consumer Award ปี 2022 และ 2023 ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู กระจ่างใส ลดรอยแผลเป็น และ ฟื้นฟูหลุมสิว โดยคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน 12-16 เดือน หากไม่แน่ใจว่าผิวของตัวเองเหมาะกับ Juvelook หรือ สารฟื้นฟูผิวชนิดอื่น ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจ

โทร: 087 494-4000, 087 494-9000
Line: @lagraceclinic

บทความที่เกี่ยวข้อง

แชร์บทความ

Similar Posts