ทรีตเมนต์หน้า คืออะไร? มีแบบไหนบ้าง เลือกให้เหมาะกับผิว

ทรีตเมนต์หน้า คืออะไร
แชร์บทความ

Quick Answer: ทรีตเมนต์หน้า (Facial Treatment) คือกระบวนการดูแลและบำรุงผิวหน้าโดยใช้เทคนิคทางการแพทย์ความงาม เพื่อแก้ปัญหาผิวเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นผิวหมองคล้ำ ขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง หรือริ้วรอยเริ่มต้น ผลลัพธ์ลึกกว่าการทาครีมที่บ้านอย่างชัดเจน เพราะสารออกฤทธิ์เข้าถึงผิวชั้นในได้โดยตรง

ทรีตเมนต์หน้า ต่างจากการทาครีมที่บ้านอย่างไร?

หลายคนดูแลผิวสม่ำเสมอ ทั้งเซรั่ม ครีมบำรุง กันแดด แต่ผิวกลับยังไม่ดีขึ้นอย่างที่หวัง ปัญหาอยู่ที่โมเลกุลของสารในผลิตภัณฑ์ทั่วไปมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะซึมผ่านผิวชั้นในได้จริง

ผิวหนังชั้นนอกสุด (Stratum Corneum) ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ สิ่งที่ดีสำหรับผิวก็ถูกกันออกด้วยเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่ครีมแพงแค่ไหนก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี

ทรีตเมนต์ในคลินิกจึงถูกออกแบบมาเพื่อ “ข้าม” ขั้นตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงดัน คลื่นพลังงาน หรือเข็มขนาดเล็กพิเศษ เพื่อนำสารออกฤทธิ์ไปถึงผิวชั้น Dermis ได้โดยตรง ซึ่งเป็นชั้นที่มี Fibroblast เซลล์สร้างคอลลาเจนและ Hyaluronic Acid ตามธรรมชาติอยู่ ผลลัพธ์จึงเห็นได้ชัดกว่า และอยู่ได้นานกว่าการดูแลผิวเองที่บ้านมาก

ทรีตเมนต์หน้า มีกี่ประเภท?

แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักตามระดับของหัตถการ

ทรีตเมนต์หน้า ด้วยเครื่องบำรุงผิว La Grace Clinic
ทรีตเมนต์หน้า ด้วยเครื่องบำรุงผิว La Grace Clinic
ทรีตเมนต์หน้าด้วยการผลักวิตามินเข้าผิว ที่ La Grace Clinic

กลุ่มที่ 1 — ทรีตเมนต์พื้นฐาน (Non-invasive)

เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มดูแลผิว หรืออยากบำรุงผิวแบบผ่อนคลาย ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที

มาสก์หน้า (Facial Mask) เป็นขั้นตอนที่ช่วยเติมสารอาหารให้ผิวได้อย่างรวดเร็ว ที่ La Grace มีหลายสูตรให้เลือกตามสภาพผิว เช่น Gold Mask สำหรับผิวแห้งบอบบาง, Acne Mask สำหรับผิวเป็นสิว และ Vitamin U Mask ที่ช่วยฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการต่างๆ

การผลักวิตามิน (Electroporation) ใช้เครื่องมือพิเศษผลักวิตามินและสารบำรุงเข้าผิวโดยไม่ใช้เข็ม สารจะซึมลงผิวได้ลึกกว่าการทาครีมทั่วไป เหมาะสำหรับคนที่ต้องการผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ หรือเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่อยากเจ็บตัว

Diamond Peel และ Hydro Peel เป็นการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วยเทคนิคที่แตกต่างกัน Diamond Peel ใช้หัวเพชรขัดผิวเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะกับ รูขุมขนกว้างและรอยสิว ส่วน Hydro Peel ใช้แรงดันน้ำและออกซิเจนทำความสะอาดผิวล้ำลึก เหมาะกับผิวหมองคล้ำและผิวที่ต้องการความสดชื่น

Diamond Peel เหมาะกับคนที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง สิวอุดตัน หรือผิวหยาบไม่เรียบ การขัดผิวด้วยหัวเพชรจะกำจัดเซลล์ผิวเก่าออกอย่างอ่อนโยน กระตุ้นให้ผิวใหม่ขึ้นมาแทน พร้อมกับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวไปในตัว ผิวจึงดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ครั้งแรก

ส่วน Hydro Peel ใช้แรงดันน้ำและออกซิเจนทำความสะอาดผิวล้ำลึกถึงรูขุมขน พร้อมกันนั้นยังเติมสารบำรุงเข้าสู่ผิวในขณะที่ทำการ exfoliate ไปพร้อมกัน ผิวจึงได้ทั้งความสะอาดล้ำลึกและความชุ่มชื้นในครั้งเดียว เหมาะกับผิวหมองคล้ำจากมลภาวะ ผิวแห้ง หรือคนที่ต้องการ deep cleanse โดยไม่ระคายเคืองผิว

กลุ่มที่ 2 — ทรีตเมนต์เพิ่มความชุ่มชื้นระดับลึก (Minimally-invasive)

กลุ่มนี้ใช้เข็มขนาดเล็กมากในการนำสารเข้าผิวชั้นหนังแท้โดยตรง ผลลัพธ์ลึกและชัดเจนกว่ากลุ่มแรก แต่ยังเป็น minimally-invasive ไม่ต้องพักฟื้น

Mesotherapy การฉีดวิตามิน แร่ธาตุ และสารบำรุงเข้มข้นเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้โดยตรงด้วยเข็มขนาด 27–30G ซึ่งเล็กกว่าก้านดอกเข็ม ช่วยฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ เพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้น Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

Skin Booster การฉีด Hyaluronic Acid เข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้โดยตรง HA จะจับกับน้ำและทำให้ผิวชุ่มชื้นจากภายใน ผิวดูฟู เรียบเนียน และมีออร่าอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะมากสำหรับผิวที่ขาดน้ำและดูเหนื่อยล้า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Skin Booster vs Biostimulator ต่างกันอย่างไร

👉 Hyaluronic Acid: A key molecule in skin aging – NCBI

เลือก ทรีตเมนต์หน้า ให้เหมาะกับปัญหาผิว

ไม่มีทรีตเมนต์ไหนที่เหมาะกับทุกคน วิธีเลือกที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากปัญหาหลักที่อยากแก้

  • ผิวแห้ง ขาดน้ำ ไม่มีออร่า → Skin Booster หรือ มาสก์ Gold Mask
  • ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ รอยสิว → Mesotherapy หรือ Diamond Peel
  • ผิวมัน รูขุมขนกว้าง สิวอุดตัน → Hydro Peel หรือ Acne Mask
  • ผิวต้องการบำรุงแบบผ่อนคลาย ไม่อยากเจ็บ → การผลักวิตามิน หรือ มาสก์หน้า
  • อยากเห็นผลชัดเจน ฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก → Mesotherapy หรือ Skin Booster

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินสภาพผิวและแนะนำทรีตเมนต์ที่เหมาะที่สุด

ทรีตเมนต์หน้า เจ็บไหม? ใช้เวลานานแค่ไหน?

ทรีตเมนต์พื้นฐานอย่างมาสก์หน้าหรือการผลักวิตามินแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย ส่วนกลุ่มที่ใช้เข็มอย่าง Mesotherapy และ Skin Booster จะทายาชาก่อนประมาณ 20–30 นาที ทำให้ความรู้สึกระหว่างทำอยู่ในระดับที่รับได้สบาย หลายคนบอกว่าเหมือนถูกยางรัดเบาๆ เท่านั้น

ระยะเวลาทำโดยรวมอยู่ที่ 30–60 นาทีต่อครั้ง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันทีหลังทำ

ทำทรีตเมนต์หน้าบ่อยแค่ไหนดี?

ขึ้นอยู่กับชนิดของทรีตเมนต์และสภาพผิวของแต่ละคน

  • มาสก์หน้าและการผลักวิตามิน ทำได้ทุก 2–4 สัปดาห์เพื่อ maintain ผิว
  • Mesotherapy และ Skin Booster ทำได้ทุก 1–3 เดือนขึ้นอยู่กับสภาพผิว

ทรีตเมนต์หน้าครั้งแรก ควรเริ่มจากอะไร?”

สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำทรีตเมนต์ที่คลินิกมาก่อน คำแนะนำทั่วไปคือเริ่มจากกลุ่ม Non-invasive ก่อน เพื่อให้ผิวได้ปรับตัวและเห็นว่าร่างกายตอบสนองต่อทรีตเมนต์อย่างไร

ขั้นตอนที่ดีที่สุดคือ เริ่มจากการปรึกษาแพทย์ แพทย์จะประเมินสภาพผิว ประวัติสุขภาพ และสิ่งที่อยากแก้ไข แล้วแนะนำทรีตเมนต์ที่เหมาะกับผิวของคุณโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ทรีตเมนต์ที่ popular ที่สุดในตอนนั้น

สิ่งสำคัญที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง ได้แก่

  • ประวัติการแพ้ยาหรือแพ้สารใดๆ
  • ยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่
  • ประวัติการทำทรีตเมนต์หรือฉีดสารต่างๆ ในช่วง 1–3 เดือนที่ผ่านมา
  • ปัญหาผิวที่สังเกตเห็นหรือเป็นกังวล

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วางแผนทรีตเมนต์ได้ปลอดภัยและตรงจุดที่สุด

FAQ : ทรีตเมนต์หน้า คืออะไร

Q: ทรีตเมนต์หน้า คืออะไร ต่างจากการนวดหน้าที่สปายังไง?

A: การนวดหน้าที่สปาเน้นความผ่อนคลายและบำรุงผิวชั้นนอกเป็นหลัก ส่วนทรีตเมนต์หน้าในคลินิกใช้เทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์ที่เข้าถึงผิวชั้นลึกกว่า ผลลัพธ์จึงชัดเจนและอยู่ได้นานกว่ามาก

Q: ทรีตเมนต์หน้า เหมาะกับอายุเท่าไหร่?

A: ไม่มีอายุขั้นต่ำที่ตายตัวค่ะ คนอายุ 20 ต้นๆ ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำหรือสิวก็ทำได้ ส่วนคนที่เริ่มเห็นสัญญาณวัยในช่วง 30 ปีขึ้นไปก็มีตัวเลือกที่เหมาะสมหลากหลาย

Q: ทำ ทรีตเมนต์หน้า แล้วต้องดูแลผิวอย่างไรหลังทำ?

A: หลีกเลี่ยงแดดจัดและทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ งดน้ำร้อนหรือซาวน่าในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

Q: Mesotherapy กับ Skin Booster ต่างกันอย่างไร?

A: Mesotherapy เน้นฉีดวิตามินและสารบำรุงหลายชนิดเพื่อฟื้นฟูผิวและลดหมองคล้ำ ส่วน Skin Booster เน้นฉีด Hyaluronic Acid เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในโดยเฉพาะ ทั้งสองทำคู่กันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมกว่า

Q: ทรีตเมนต์หน้า มีผลข้างเคียงไหม?

A: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมักหายเองใน 1–2 วัน ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมากหากทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญและใช้เครื่องมือได้มาตรฐาน

หากต้องการคำแนะนำเฉพาะสำหรับผิวของคุณ ทีมแพทย์ La Grace พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถนัดหมายผ่าน

Similar Posts