รักษาฝ้า ลดรอยฝ้า เพื่อกอบกู้ผิวหน้าเนียนใส

3/7/2018

ฝ้า เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเรา ซึ่งทาให้สีผิวเราไม่เรียบเนียนสม่าเสมอและยากต่อการปกปิด การเกิดฝ้ามักสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น การสัมผัสกับมลภาวะ เช่น แสงแดด สารเคมี และฮอร์โมนในร่างกายที่แปรปรวน เช่น อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ อย่างที่รู้กันว่า การป้องกันฝ้านั้นว่ายากแล้ว แต่การ รักษาฝ้า ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นยิ่งยากกว่า แต่ถ้าฝ้าได้มาเยือนบนใบหน้าเราแล้วล่ะ! จะมีวิธีไหนที่ช่วย รักษาฝ้า และ ลดรอยฝ้า ได้บ้างนะ?
ฝ้าคืออะไร? และเกิดจากอะไร?

ฝ้า คือแถบสีน้าตาลคล้าเป็นปื้นที่มักเกิดขึ้นบนผิวหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานินของผิวหนังมากกว่าปกติ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า ได้แก่ รังสี UV โดยเฉพาะ UVA ซึ่งมีช่วงคลื่นยาว จึงเห็นได้ว่าคนไทยเป็นฝ้ากันค่อนข้างมาก นั่นก็เพราะแดดที่ร้อนแรงสุดๆ ของประเทศไทยนั่นเอง ฝ้าเกิดในผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย และนอกจากการสัมผัสกับแสงแดดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน เช่น การใช้เครื่องสาอางบางอย่าง การตั้งครรภ์ การทานยาคุมกาเนิด เป็นต้น
ฝ้านั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่
– ฝ้าแบบตื้น ซึ่งเกิดกับเซลล์ผิวหนังกาพร้า หรือผิวชั้นนอก จะเห็นเป็นปื้นสีน้าตาล สามารถรักษาได้ง่ายกว่า
– ฝ้าแบบลึก เกิดกับชั้นผิวที่ลึกลงไป มักเห็นเป็นสีน้าตาลอมฟ้าหรือม่วง จะรักษาได้ยากกว่าฝ้าแบบตื้น

แม้ฝ้าจะไม่ได้ก่อให้เกิดอาการแสบ คัน หรือระคายเคืองผิว รวมถึงไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ปื้นดาๆ บนใบหน้าก็ทาให้ผิวเราดูไม่เรียบเนียน ไม่สวยงาม จนสาวๆ หนุ่มๆ เสียความมั่นใจ แถมฝ้ายังต่างกับจุดด่างดาและรอยแผลเป็นอื่นๆ ตรงที่เมื่อเกิดแล้วมักไม่จางไปตามธรรมชาติ ทาให้เราต้องสรรหากรรมวิธีต่างๆ มารักษาฝ้า และลดรอยฝ้ากันเป็นการใหญ่
จะรักษาฝ้าได้อย่างไรบ้าง?
o ทาครีมรักษาฝ้า

ครีมหรือยาทารักษาฝ้า มักมีส่วนผสมของ AHA, Arbutin, Kojic acid, วิตามิน ซี และอนุพันธ์วิตามิน เอ ซึ่งครีมบางตัวต้องจ่ายโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น ครีมเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดจุดด่างดา รวมถึงลดรอยฝ้าให้จางลงได้ แม้การทาครีมจะเป็นวิธีที่ง่าย แต่ก็เห็นผลลัพธ์ค่อนข้างช้า ไม่เหมาะกับคนใจร้อน และวิธีนี้มักรักษาได้เฉพาะฝ้าแบบตื้นเท่านั้น สาหรับฝ้าแบบลึกการทาครีมอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งในการเลือกครีมรักษาฝ้า คือควรใช้ครีมหรือยาที่แพทย์จ่าย หรือเลือกซื้อครีมที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพราะหากพลาดพลั้งไปใช้ครีมอันตรายเข้า นอกจากฝ้าจะไม่หายแล้ว อาจเกิดอาการแพ้จนหน้าพังยิ่งกว่าเดิมได้
o ใช้สมุนไพรรักษาฝ้า

การใช้สมุนไพรรักษาฝ้า เป็นหนึ่งในวิธีธรรมชาติบาบัด ซึ่งว่ากันว่าสมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณช่วยลดรอยฝ้าได้ดีในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ว่านหางจระเข้ ซึ่งอุดมด้วยวิตามินและสารหลายชนิดที่ช่วยปลอบประโลมผิว การนาใบว่านหางจระเข้มาปลอกเปลือก ล้างให้สะอาด บดละเอียดและนามาพอกหน้า 15-20 นาที เป็นประจา จะช่วยให้รอยฝ้าลดเลือนลงได้ หรือการใช้มะขามเปือกแช่น้า บดละเอียด มาพอกลงบนผิว ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ก็พบว่าช่วยให้รอยฝ้าจางลงได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การใช้
สมุนไพรลดรอยฝ้านั้นต้องทาอย่างต่อเนื่องสม่าเสมอ และอาจเห็นผลค่อนข้างช้า อีกทั้งสมุนไพรบางชนิดอาจก่อความระคายผิวหน้าได้เช่นกัน

o ใช้เทคโนโลยีลดรอยฝ้า

ปัจจุบันเทคโนโลยีสาหรับใช้รักษาฝ้านั้นมีอยู่หลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น
– การทาไอออนโต (Ionto)

เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ผลักวิตามินหรือสารที่มีสรรพคุณเข้าสู่ผิว ทาให้สารบารุงสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น การทาไอออนโตจะช่วยลดจุดด่างดา รอยแผลเป็น รวมถึงลดรอยฝ้าได้ ทาให้ผิวดูกระจ่างใสและสีผิวสม่าเสมอขึ้น โดยการทาครั้งหนึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที และต้องทาต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ครั้ง จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
– การผลัดผิวด้วย M.D. (Microdermabrasion)

เป็นการใช้ผงคริสตัลขนาดเล็กละเอียดในการช่วยกรอผิว ซึ่งผงคริสตัลจะช่วยกาจัดเซลล์ผิวด้านบนที่เสื่อมสภาพออกไป และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวและคอลลาเจนมาทดแทน ทาให้ผิวดูสดใสเปล่งปลั่ง รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น จุดด่างดาและฝ้าดูจางลงได้ การทา M.D. เพื่อลดรอยฝ้านั้นมีผลข้างเคียงน้อยมาก และแทบไม่รู้สึกเจ็บ ยกเว้นในคนที่มีสิวอักเสบ การทา M.D. อาจกระตุ้นให้การอักเสบรุนแรงขึ้นได้ การรักษาฝ้าด้วยการทา M.D. อาจต้องทาซ้าอย่างน้อย 8-10 ครั้ง จึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน