ไม่มีใครอยากแก่ … โดยเฉพาะความแก่ที่มาพร้อมกับรอยตีนกา ผิวหย่อนคล้อย และริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า แม้สัญญาณแห่งวัยเหล่านี้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากเราสามารถชะลอร่องรอยความแก่ หรือ ยกกระชับหน้า ให้ดูกระชับ เต่งตึงดุจวัยสาวไปได้นานๆ ก็ยิ่งดี จริงไหม? ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการแพทย์และความงามนั้นก้าวหน้ามาก การ ยกกระชับหน้า จึงมีสารพัดวิธีมาให้เราเลือกสรร ลองมาดูกันว่าวิธี ยกกระชับหน้า เพื่อชะลอวัย วิธีไหนเหมาะกับเราบ้าง
ทำไมต้องยกกระชับหน้า?

…เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผิวก็ยิ่งเหี่ยว… โดยปกติใต้ชั้นผิวหนังของเราจะมีโปรตีนคอลลาเจน ซึ่งมีหน้าที่สร้างความและยืดหยุ่นชุ่มชื้นแก่ผิว อีกทั้งเติมเต็มร่องหรือริ้วรอยต่างๆ ทำให้ผิวเราดูกระชับ เรียบเนียน และเต่งตึงเสมอ แต่หากเราต้องเผชิญกับปัจจัยที่ทำให้คอลลาเจนถูกทำลาย เช่น สัมผัสแสงแดดมากๆ หรืออายุเพิ่มขึ้น ผิวที่เคยเต่งตึงจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ผิวหยาบกร้าน และเกิดริ้วรอยขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัย 40-50 ปีขึ้นไป ผิวจะสร้างคอลลาเจนได้น้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ผิวดูหย่อนคล้อย โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้า คาง และแก้ม เกิดริ้วรอยลึกตามจุดต่างๆ เช่น หางตา ร่องปาก รวมถึงผิวจะยิ่งแห้งกร้าน และเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด การยกกระชับหน้า จึงเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราคงความสาวไว้ได้

ยกกระชับผิวได้ด้วยวิธีไหนบ้าง?
– ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

ผลิตภัณฑ์สำหรับยกกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอย มักอยู่ในรูปของซีรั่ม ครีม เจล ฯลฯ ซึ่งส่วนผสมยอดฮิตที่ใช้ ได้แก่ เรตินอยด์ AHA วิตามิน ซี และวิตามิน อี การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นวิธีที่ง่าย แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ และให้ผลดีในระดับหนึ่งกับผิวที่ยังไม่เห็นสัญญาณแห่งวัยชัดเจนมากนัก แต่สำหรับผิวที่หย่อนคล้อย เหี่ยวย่น และมีริ้วรอยมาก การใช้ผลิตภัณฑ์อาจไม่เห็นผลชัดเจน หรือต้องใช้เวลานาน

– ใช้คลื่น Radio Frequency (RF)
เป็นการใช้พลังงานจากคลื่นวิทยุซึ่งแปรเป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ มาทะลุผ่านผิวหนัง ทำให้อุณหภูมิในชั้นผิวที่ลึกลงไปเพิ่มขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี หลอดเลือดขยายตัว จึงกระตุ้นให้มีการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจนมากขึ้น อีกทั้งกระตุ้นการขับเหงื่อและของเสียออกจากผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นและดูสดใสเปล่งปลั่ง สัดส่วนที่ย่อนคล้อยกระชับขึ้น วิธี RF นับเป็นวิธียกกระชับหน้าที่ปลอดภัย เห็นผลรวดเร็ว และได้รับความนิยมมาก

– การทำเลเซอร์
การทำเลเซอร์เป็นวิธียกกระชับหน้าที่ได้รับรองจาก FDA เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และเห็นผลได้รวดเร็ว วิธีนี้จะยิงแสงเลเซอร์เข้าไปยังผิวหน้า เพื่อเพิ่มอุณหภูมิและกระตุ้นให้ชั้นผิวที่ลึกลงไปสร้างคอลลาเจนมากขึ้น และทำให้การเรียงตัวของเนื้อเยื่อใต้ผิวเป็นระเบียบมากขึ้น โดยเลเซอร์ชนิดที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Fractional CO2 ซึ่งจะช่วยเผยผิวที่เรียบเนียน เต่งตึง โดยไม่ทำลายผิวหนังชั้นบน ผลจากการทำเลเซอร์ครั้งหนึ่งจะอยู่ได้ 2-3 เดือน แต่หากทำเลเซอร์อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 2-3 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่นานขึ้น 2-3 ปี

– ใช้คลื่น Ultrasound
เป็นเทคโนโลยียกกระชับหน้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน โดยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่สูงส่งผ่านพลังงานไปยังกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ชื่อว่า Superficial Muscular Aponeurotic System หรือ SMAS ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของใบหน้า พลังงานดังกล่าวจะกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้ SMAS สามารถยึดคอลลาเจนให้ติดกับผิวชั้นบนได้ดีขึ้น ผลที่ได้คือผิวที่เต่งตึง และกระชับยิ่งขึ้น

– การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์
การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารบางอย่างเข้าสู่ผิวเพื่อไปเติมเต็มร่องลึก และช่วยเติมผิวที่เหี่ยวย่น หย่อนคล้อย ให้แลดูอิ่มฟูมากขึ้น ส่วนการฉีดโบท็อกซ์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าคลายตัว ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นจากการหดเกร็งหรือขยับใบหน้านั้นหายไป ซึ่งสารฟิลเลอร์และฤทธิ์ของโบท็อกซ์จะอยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการฉีดซ้ำๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น

– การผ่าตัดและร้อยไหม
การผ่าตัดเพื่อยกกระชับหน้า เป็นการดึงหน้า และปรับแต่งกล้ามเนื้อ SMAS ให้คอลลาเจนยึดเกาะกับผิวได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกำจัดส่วนที่หย่อนคล้อยบนใบหน้า เช่น คาง แก้ม หรือรอยย่นใต้ตา ทำให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไม่หย่อนยาน และยังเรียวสวยได้สัดส่วนอีกด้วย
การยกกระชับหน้าสามารถทำได้หลากหลายวิธี และปัจจุบันก็มีคลินิกความงามที่ให้บริการมากมาย ดังนั้น ผู้ที่สนใจควรหาข้อมูลให้ดี เปรียบเทียบราคา ข้อดี-ข้อเสีย และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด